มนุษย์ได้อยู่อาศัยในดินแดนแถบนี้ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อ 30,000 - 50,000 ปี ก่อนคริสตกาล โดยพบหลักฐานมนุษย์โบราณที่เมืองคราพิน่า (Krapina) ปัจจุบันอยู่ทางตอนเหนือของโครเอเชีย
ราว 1,200 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวอินโด-ยูโรเปี้ยน (Indo-European) หลายกลุ่ม ได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ตลอดพื้นที่ราบ ชายฝั่งและบนเกาะต่างๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป อาทิ อิสเตรียน (Istrian), ลิเบอร์เนี่ยน (Liburnian), ดัลมาเขี่ยน (Dalmatian) และ จาพอด (Japod) (ซึ่งขึ้นอยู่กับดินแดนที่ชนกลุ่มต่างๆ มาอาศัยตั้งรกราก) แต่โดยทั่วไปรู้จักดินแดนแถบนี้ในนาม อิลลิเรีย (Illyria)
ราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ชาวเคลท์ (Celt หรือ Kelt) อพยพจากยุโรปกลางมาค้นหาดินแดนใหม่ทางยุโรปตะวันตก ในขณะเดียวกันชาวกรีกก็ได้มาตั้งอาณานิคมบริเวณเกาะของแคว้นดัลมาเชีย อาทิ เกาะ Vis และ Hvar
ราวศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ชาวโรมันบุกโครเอเชียและสร้างเมืองต่างๆ ขึ้นในแคว้นอิสเทรีย (Istria : ตั้งอยู่ริมทะเลอาเดรียติค ทางตะวันตกเฉียงเหนือในปัจจุบัน) มีเมืองสำคัญ คือ Porec, Vorinj, Pula
ชาวโรมันได้สร้างกำแพงเมือง, ท่อส่งน้ำ (Aqueduct), โรงละคร (Amphitheatre) ซึ่งวันนี้สามารถเห็นได้ที่เมืองพุลา (Pula) รวมทั้งที่เมืองสปลิต (Split) พระราชวังของจักรพรรดิไดโอคลิเชียน ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างใหญ่โต
ราวศตวรรษที่ 7 ชาวโครแอ็ท (Croat) เดินทางมาจากยุโรปตะวันออก เข้ามาผสมกลมกลืนกับผู้คนชาวโรมันและผู้อพยพในดินแดนแถบนี้ กระทั่งปี ค.ศ.925 เจ้าชายโทมิสลาฟ (Tomislav : ค.ศ.? - 928) ได้ขึ้นสวมมงกุฏเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของ ราชอาณาจักรโครแอ็ท (Kingdom of the Croats) ต่อมาไม่นานนักชาวฮังกาเรียนเข้าบุก ในที่สุดโครเอเชียก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของฮังการี ในปี ค.ศ.1102
ศตวรรษที่ 15 ถูกบุกครั้งใหญ่โดยชาวเติร์ก (Turk) สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เติร์กได้บุกตะลุยไปตลอดพื้นที่ทั้งหมดของโครเอเชียและดินแดนส่วนใหญ่ของฮังการี
ศตวรรษที่ 16 ราชวงศ์ฮับสบูร์ก (Habsburgs) ของออสเตรีย (Austria) ได้รวมเอาฮังการีไว้ในอำนาจ พื้นที่ซึ่งเคยอยู่ใต้อำนาจของฮังการีทั้งหมดจึงตกอยู่ใต้อำนาจของออสเตรียโดยปริยาย เกิดเป็น จักรวรรดิ ออสโตร-ฮังกาเรียน (Austro-Hungarian) นับเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองและความขัดแย้ง โดยเฉพาะบนคาบสมุทรบอลข่าน จักรวรรดิอันใหญ่โตเป็นที่รวมของผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ และหลายศาสนา ชาวโครแอ็ทก็เป็นหนึ่งในความขัดแย้งนั้น เพราะต้องการให้แผ่นดินของตนเป็นอิสระ
ปี ค.ศ.1918 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โครเอเชียรวมกับเพื่อนบ้านบนคาบสมุทรบอลข่าน เข้าเป็นประเทศเกิดใหม่มีชื่อว่า "อาณาจักรยูโกสลาเวีย" โดยใช้กรุงเบลเกรด เมืองหลวงของรัฐเซอร์เบีย เป็นเมืองหลวงของอาณาจักร อำนาจของประเทศตกอยู่กับขุนนางเซอร์เบีย ซึ่งพยายามสร้างประโยชน์ให้กับชาวเซิร์บ (Serb) ผู้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายออโธดอกซ์ (Orthodox) ส่วนชาวโครแอ็ทเป็นคริสต์นิกายแคธอลิค (Catholic) ถูกปฏิบัติดั่งพลเมืองชั้นสอง จึงเกิดเป็นแรงชาตินิยมต่อต้านชาวเซิร์บ
ปี ค.ศ.1941 โครเอเชียถูกกองทัพนาซีบุก ชาวโครแอ็ทลุกขึ้นต่อสู้ โดยมีผู้นำคนสำคัญคือ นายพลติโต้ และกล่าวกันว่าแม้จะเป็นสงครามต่อต้านนาซี แต่ชาวโครแอ็ทและชาวเซิร์บ กลับต่อสู้กันเอง ฆ่ากันตายมากกว่าทำสงครามกับนาซี
ปี ค.ศ.1945 นายพลติโต้ หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ของยูโกสลาเวีย มีชัยชนะเหนือนาซี ได้รวม 6 รัฐ คือ เซอร์เบีย, โครเอเชีย, สโลวีเนีย, มาซีโดเนีย, บอสเนีย และมอนเตเนโกร เข้าเป็น "ประเทศยูโกสลาเวีย" โดยใช้เมืองเบลเกรด เมืองหลวงรัฐเซอร์เบีย เป็นเมืองหลวงของประเทศ มีรูปแบบการปกครองแบบสมาพันธรัฐ (Confederation) นายพลติโต้ ผู้เป็นประธานาธิบดีได้สร้างให้ยูโกสลาเวียเป็นประเทศที่โด่งดัง มีคนรู้จักไปทั่วโลก และยังเป็นประเทศที่มีสถิตินักท่องเที่ยวสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกในสมัยนั้น
ปี ค.ศ.1980 นายพลติโต้ เสียชีวิต ยูโกสลาเวียเริ่มวุ่นวาย
ปี ค.ศ.1991 เดือนกรกฎาคม รัฐสโลวีเนีย ประกาศแยกตัวจากยูโกสลาเวีย เป็นประเทศเอกราชได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่ในเดือนมิถุนายน รัฐโครเอเชียประกาศแยกตัวออกมาก่อน แต่ชาวเซิร์บซึ่งมีอยู่ราว 1 ใน 3 ของประชากรโครเอเชียไม่ยอมและร้องขอให้รัฐบาลกลางที่กรุงเบลเกรดส่งทหารมาช่วย สงครามกลางเมืองโครเอเชียจึงเกิดขึ้น การสู้รบอย่างดุเดือดดำเนินอยู่ 5 ปี ชาวโครแอ็ทเป็นฝ่ายชนะ ตั้งเป็น สาธารณรัฐโครเอเชียได้สำเร็จ
ข้อมูลจาก : Travel Guide Magazine
วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น