วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หมู่เกาปอดะ ทะเลแหวก มหัศจรรย์สันทรายธรรมชาติ

สำหรับแพกเกจทัวร์ ไม่ว่าคุณจะพักอยู่ในเมืองกระบี่หรือหาดอ่าวนาง ผู้ให้บริการจะส่งรถมารับคุณถึงที่พักในช่วงเช้ามายังหาดอ่าวนาง หรือท่าเรือของบริษัททัวร์ จากนั้นเริ่มเที่ยวที่อ่าวไร่เลย์ตะวันตกเป็นที่แรก สปีดโบ้ตใช้เวลาเพียง 5 นาทีและ 10 นาทีสำหรับเรือหัวโทง อ่าวไร่เลย์นั้นถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งอ่าวนาง แต่ไม่มีทางรถไปถึง ต้องนั่งเรือไปเท่านั้น เพราะลักษณะของอ่าวที่เป็นที่ราบคอดกิ่วตรงกลางคล้ายกับแหลมยื่นเข้าไปในทะเล กั้นด้วยภูเขาหินปูนทั้งสองด้าน จึงแบ่งเป็นอ่าวไร่เลย์ตะวันตก และอ่าวไร่เลย์ตะวันออก
อ่าวไร่เลย์ตะวันตก มีชายหาดสวยทอดยาวต่อเนื่องไปจนถึงอ่าวต้นไทร เดินเที่ยวได้เมื่อน้ำลง อ่าวต้นไทรมีกิจกรรมเด่นคือการปีนหน้าผา จึงเป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีทางเดินเท้าผ่านที่ราบด้านหลังอ่าวไร่เลย์ตะวันตกไปเที่ยวอ่าวไร่เลย์ตะวันออกและหาดถ้ำพระนางได้
หาดถ้ำพระนาง เป็นชายหาดสวยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ปลายสุดของแหลมอ่าวไร่เลย์ อันที่จริงก็เป็นหาดเดียวกับอ่าวไร่เลย์เพียงแต่มีภูเขาหินปูนกั้น หากไม่เดินจากอ่าวไร่เลย์ตะวันออกมาเที่ยว ก็นั่งเรือมาได้ หาดนี้เดินเที่ยวได้ตลอดความยาว 400 เมตร ทางทิศใต้ของชายหาดเป็นถ้ำที่ตั้งของศาลพระนาง ซึ่งชาวเรือให้ความเคารพ หน้าถ้ำมีทางเดินเท้าไปเที่ยวที่อ่าวไร่เลย์ตะวันออกได้ นอกจากจะได้มาชมวิวบนหาดนี้แล้ว ยังมีเกาะหินปูนตั้งอยู่ในทะเลคล้ายกับวิวทิวทัศน์ที่เกาะปอดะด้วย ปิดโปรแกรมเที่ยวในช่วงเช้า ผู้ประกอบการจะนำคุณนั่งเรือไปชมทะเลแหวก ที่เกาะไก่ เกาะทัพ เกาะหม้อ ทั้งสามเกาะนี้อยู่ในหมู่เกาะปอดะ วางตัวเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยม โดยมีเกาะไก่ ที่มีแท่งหินปูนท้ายเกาะด้านทิศใต้ ลักษณะคล้ายแม่ไก่ เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สองเกาะเล็ก ๆ ทางทิศเหนือคือเกาะทัพและเกาะหม้อ เมื่อยามน้ำลดจะมองดูคล้ายกับทะเลถูกทรายแหวกขึ้นมา จึงได้ชื่อว่า "ทะเลแหวก" และได้รับการยกย่องให้เป็น Unseen in Thailand
เกาะปอดะ เกาะที่เป็นเจ้าของหาดสวยใกล้ฝั่ง
หลังกินมื้อเที่ยงบนเกาะปอดะ คุณจะได้พักผ่อนตามอัธยาศัย เกาะปอดะมีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะปอดะ อยู่ทางทิศใต้ของหาดอ่าวนาง ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เมื่อยืนอยู่บนเกาะจึงมองเห็นทิวทัศน์อ่าวนางอยู่ไม่ไกล บนเกาะมีแนวชายหาดทอดยาวจากทิศเหนือ-ทิศตะวันออก จรดทิศใต้ ยกเว้นทิศตะวันตกซึ่งเป็นภูเขาหินปูนทำหน้าที่กำบังคลื่นลม ตลอดแนวหาดร่มรื่นไปด้วยทิวสน จึงเดินเที่ยวสบายไม่ร้อน ที่ชายหาดด้านทิศเหนือจะเห็นวิวเกาะปอดะใน ซึ่งเป็นเกาะหินตั้งอยู่เป็นมุมยอดนิยมในการถ่ายภาพ หากเดินเลียบหาดไปทางทิศตะวันออกและทิศใต้ก็จะได้ชมวิวเกาะไก่ และทะเลแหวกด้วย



ข้อมูลจาก : Places & Prices Magazine

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ย้อนรอยโครเอเชีย

มนุษย์ได้อยู่อาศัยในดินแดนแถบนี้ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อ 30,000 - 50,000 ปี ก่อนคริสตกาล โดยพบหลักฐานมนุษย์โบราณที่เมืองคราพิน่า (Krapina) ปัจจุบันอยู่ทางตอนเหนือของโครเอเชีย
ราว 1,200 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวอินโด-ยูโรเปี้ยน (Indo-European) หลายกลุ่ม ได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ตลอดพื้นที่ราบ ชายฝั่งและบนเกาะต่างๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป อาทิ อิสเตรียน (Istrian), ลิเบอร์เนี่ยน (Liburnian), ดัลมาเขี่ยน (Dalmatian) และ จาพอด (Japod) (ซึ่งขึ้นอยู่กับดินแดนที่ชนกลุ่มต่างๆ มาอาศัยตั้งรกราก) แต่โดยทั่วไปรู้จักดินแดนแถบนี้ในนาม อิลลิเรีย (Illyria)
ราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ชาวเคลท์ (Celt หรือ Kelt) อพยพจากยุโรปกลางมาค้นหาดินแดนใหม่ทางยุโรปตะวันตก ในขณะเดียวกันชาวกรีกก็ได้มาตั้งอาณานิคมบริเวณเกาะของแคว้นดัลมาเชีย อาทิ เกาะ Vis และ Hvar
ราวศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ชาวโรมันบุกโครเอเชียและสร้างเมืองต่างๆ ขึ้นในแคว้นอิสเทรีย (Istria : ตั้งอยู่ริมทะเลอาเดรียติค ทางตะวันตกเฉียงเหนือในปัจจุบัน) มีเมืองสำคัญ คือ Porec, Vorinj, Pula
ชาวโรมันได้สร้างกำแพงเมือง, ท่อส่งน้ำ (Aqueduct), โรงละคร (Amphitheatre) ซึ่งวันนี้สามารถเห็นได้ที่เมืองพุลา (Pula) รวมทั้งที่เมืองสปลิต (Split) พระราชวังของจักรพรรดิไดโอคลิเชียน ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างใหญ่โต
ราวศตวรรษที่ 7 ชาวโครแอ็ท (Croat) เดินทางมาจากยุโรปตะวันออก เข้ามาผสมกลมกลืนกับผู้คนชาวโรมันและผู้อพยพในดินแดนแถบนี้ กระทั่งปี ค.ศ.925 เจ้าชายโทมิสลาฟ (Tomislav : ค.ศ.? - 928) ได้ขึ้นสวมมงกุฏเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของ ราชอาณาจักรโครแอ็ท (Kingdom of the Croats) ต่อมาไม่นานนักชาวฮังกาเรียนเข้าบุก ในที่สุดโครเอเชียก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของฮังการี ในปี ค.ศ.1102
ศตวรรษที่ 15 ถูกบุกครั้งใหญ่โดยชาวเติร์ก (Turk) สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เติร์กได้บุกตะลุยไปตลอดพื้นที่ทั้งหมดของโครเอเชียและดินแดนส่วนใหญ่ของฮังการี
ศตวรรษที่ 16 ราชวงศ์ฮับสบูร์ก (Habsburgs) ของออสเตรีย (Austria) ได้รวมเอาฮังการีไว้ในอำนาจ พื้นที่ซึ่งเคยอยู่ใต้อำนาจของฮังการีทั้งหมดจึงตกอยู่ใต้อำนาจของออสเตรียโดยปริยาย เกิดเป็น จักรวรรดิ ออสโตร-ฮังกาเรียน (Austro-Hungarian) นับเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองและความขัดแย้ง โดยเฉพาะบนคาบสมุทรบอลข่าน จักรวรรดิอันใหญ่โตเป็นที่รวมของผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ และหลายศาสนา ชาวโครแอ็ทก็เป็นหนึ่งในความขัดแย้งนั้น เพราะต้องการให้แผ่นดินของตนเป็นอิสระ
ปี ค.ศ.1918 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โครเอเชียรวมกับเพื่อนบ้านบนคาบสมุทรบอลข่าน เข้าเป็นประเทศเกิดใหม่มีชื่อว่า "อาณาจักรยูโกสลาเวีย" โดยใช้กรุงเบลเกรด เมืองหลวงของรัฐเซอร์เบีย เป็นเมืองหลวงของอาณาจักร อำนาจของประเทศตกอยู่กับขุนนางเซอร์เบีย ซึ่งพยายามสร้างประโยชน์ให้กับชาวเซิร์บ (Serb) ผู้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายออโธดอกซ์ (Orthodox) ส่วนชาวโครแอ็ทเป็นคริสต์นิกายแคธอลิค (Catholic) ถูกปฏิบัติดั่งพลเมืองชั้นสอง จึงเกิดเป็นแรงชาตินิยมต่อต้านชาวเซิร์บ
ปี ค.ศ.1941 โครเอเชียถูกกองทัพนาซีบุก ชาวโครแอ็ทลุกขึ้นต่อสู้ โดยมีผู้นำคนสำคัญคือ นายพลติโต้ และกล่าวกันว่าแม้จะเป็นสงครามต่อต้านนาซี แต่ชาวโครแอ็ทและชาวเซิร์บ กลับต่อสู้กันเอง ฆ่ากันตายมากกว่าทำสงครามกับนาซี
ปี ค.ศ.1945 นายพลติโต้ หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ของยูโกสลาเวีย มีชัยชนะเหนือนาซี ได้รวม 6 รัฐ คือ เซอร์เบีย, โครเอเชีย, สโลวีเนีย, มาซีโดเนีย, บอสเนีย และมอนเตเนโกร เข้าเป็น "ประเทศยูโกสลาเวีย" โดยใช้เมืองเบลเกรด เมืองหลวงรัฐเซอร์เบีย เป็นเมืองหลวงของประเทศ มีรูปแบบการปกครองแบบสมาพันธรัฐ (Confederation) นายพลติโต้ ผู้เป็นประธานาธิบดีได้สร้างให้ยูโกสลาเวียเป็นประเทศที่โด่งดัง มีคนรู้จักไปทั่วโลก และยังเป็นประเทศที่มีสถิตินักท่องเที่ยวสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกในสมัยนั้น
ปี ค.ศ.1980 นายพลติโต้ เสียชีวิต ยูโกสลาเวียเริ่มวุ่นวาย
ปี ค.ศ.1991 เดือนกรกฎาคม รัฐสโลวีเนีย ประกาศแยกตัวจากยูโกสลาเวีย เป็นประเทศเอกราชได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่ในเดือนมิถุนายน รัฐโครเอเชียประกาศแยกตัวออกมาก่อน แต่ชาวเซิร์บซึ่งมีอยู่ราว 1 ใน 3 ของประชากรโครเอเชียไม่ยอมและร้องขอให้รัฐบาลกลางที่กรุงเบลเกรดส่งทหารมาช่วย สงครามกลางเมืองโครเอเชียจึงเกิดขึ้น การสู้รบอย่างดุเดือดดำเนินอยู่ 5 ปี ชาวโครแอ็ทเป็นฝ่ายชนะ ตั้งเป็น สาธารณรัฐโครเอเชียได้สำเร็จ



ข้อมูลจาก : Travel Guide Magazine